บันทึกการเดินทาง > เลยไปจนถึง..บึงกาฬ

เข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ.2560
ใช้โอกาสนี้พาพ่อแม่เที่ยวด้วย

คอนเซ็บของการเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว
คือ เน้นกินง่าย อยู่ง่าย เส้นทางไม่ไกล เดินทางไปสะดวก

เมื่อปี 2556 ได้พาที่บ้านไปเที่ยว อ.ปาย มาแล้ว ปีนี้ก็อยากได้บรรยากาศที่คล้ายคลึงกัน
แต่ใช้เวลาเดินทางที่น้อยกว่า เลยนึกถึงบรรยากาศริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่ช่วง อ.เชียงคาน จ.เลย
ลัดเลาะเรื่อยไปจนถึงวันจบทริป ถึงตรงไหนก็ตรงนั้น แล้วก็กลับบ้าน

 

 

ทริปนี้จะเรียกว่า Road Trip ก็ได้ เพราะจากเส้นทางการเดินทาง น่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถ
กลางวันเดินทาง เจอวัดก็เวาะไหว้พระทำบุญ ค่ำตรงไหนก็นอนตรงนั้น 

 

บ่ายแก่ๆ ของวันที่ 31 ธค. เราออกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว 2คัน
ออกเดินทางจากจังหวัดขอนแก่น มุ่งหน้าอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
ด้วยเส้นทางขอนแก่น-หนองบัวลำภู-เลย
 

บรรยากาศตามท้องถนนตั้งแต่อำเภอเมือง จนถึงอำเภอเชียงคาน
หนาแน่นไปด้วยรถยนต์ของนักท่องเที่ยว  ใช้เวลาอยู่นาน กว่าเราจะมาถึงจุดหมาย 

 

อันดับแรกเลย เมื่อมาถึงเชียงคาน ก็เดินหาร้านอาหาร เลือกร้านที่ใกล้ที่สุด
ร้านนี้เลย ก๋วยเตี๋ยวเรือสูตร กะทิสด ยังไม่เคยลองต้องโดน

 

ทานข้าวเสร็จ เข้าไปเดินในถนนเลียบชายโขง
นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังพอเดินได้ไม่เบียดเสียดจนเกินไป

 

ถนนคนเดินเชียงคานในวันนี้ มีร้านค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ร้านเดิมๆ ก็ยังอยู่ บางร้านก็หายไป

 

เสียดายที่มาถึงค่ำไปหน่อย มาไม่ทันชมบรรยากาศริมน้ำโขงยามเย็น
เลยได้มาชมบรรยากาศคนเดินยามค่ำแทน

 

เดินจนสุดทาง เจ้าเด็กซ่าได้ของเล่นติดมือมาเพียบเลย

 

ออกจากเชียงคาน ขับต่อไปตามถนนเส้น 211 ถนนเลาะเลียบริมน้ำโขง

เส้นทางเป็นถนนลาดยาง สองเลน ผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่ ลัดเลาะมาเรื่อยๆ 
ถนนบางช่วงดี บางช่วงคดเคี้ยวและมืดมาก
บางช่วงก็กำลังซ่อมแซมจากการกัดเซาะของน้ำ


 

ขับมาจนถึง อ.ปากชม ก็เจอรีสอร์ทแห่งหนึ่งอยู่ริมถนน ด้วยความล้าและง่วง จึงตัดสินใจแวะทันที
โดยค่าใช้จ่ายคืนนี้ 600บาท/ห้อง

ตื่นเช้าวันใหม่รับอรุณแรกของปี 2560 ได้เวลาออกเดินทางต่อ
จุดหมายของเราเช้านี้ คงหนีไม่พ้น .. ร้านอาหาร ครับ เพราะหิวมาก

 

จาก อ.ปากชม มุ่งหน้าสู่ อ.สังคม
ขับมาเกือบ 40 กิโล ก็เจอร้านอาหารริมทาง บรรยากาศริมโขง

 

ร้านต่ายหมายตา มีอาหารตามสั่ง เครื่องดื่มชา กาแฟและอื่นๆ พร้อมบริการ

 

นั่งทานข้าวไป พูดคุยสารทุกข์กับพ่อแม่พี่น้อง ชมสายน้ำ เกาะแก่งในแม่น้ำโขง

 

จุดที่เราแวะพักทานข้าว มีที่พักเป็นกระต๊อบและลานกางเต็นท์ให้บริการ
บรรยากาศดีใช้ได้เลย (ถ้าหนาว)

 

เติมพลังกันเต็มท้องแล้ว ได้เวลาเช็คบิล  พร้อมออกเดินทางต่อไป

 

ระหว่างทางเจอรถสไลด์มารับรถคันนึงพลิกคว่ำอยู่ข้างทาง สถาพพังยับ
ใครใช้เส้นทางสายนี้ ก็ระมัดระวังกันด้วย ทางแคบ คดเคี้ยว
แถมผ่านหลายหมู่บ้าน ขับช้าๆ หลายชีวิตปลอดภัยด้วยครับ

 

เข้าเขต อ.สังคม จ.หนองคาย ในเส้นทางสายนี้ มีจุดชมวิวอยู่หลายจุด นอกจากวิวริมน้ำโขงแล้ว
ยังมีวิวมุมสูงจากภูเขา อย่าง ภูห้วยอีสัน แต่เกรงว่าจะไม่เหมาะกับผู้มีอายุเยอะ
งั้นเราผ่านไป  วัดผาตากเสื้อ ที่สามารถขับรถไปถึงได้เลย พ่อแม่จะได้เข้าวัดทำบุญด้วย

 

จากถนน 211 เลี้ยวขวาที่แยกเข้าไปยัง วัดผาตากเสื้อ
ระยะทางประมาณ 6กิโลเมตร

 

ไม่รู้ว่าตัดสินใจถูกไหม ที่เข้ามาวัดนี้ เพราะรถติดแถวยาวตั้งแต่กิโลเมตรแรกเลย
แต่ไหนๆ ก็ได้มาแล้ว ก็อดทนซักหน่อยละกัน

 

ด้วยปริมาณรถที่มีจำนวนมาก ทำให้บางช่วงมีรถจอดจ่อท้ายในทางชัน
ทำเอารถหลายคันเครื่องน๊อคไปเลย ขนาดรถไม่ได้เก่าอะไร

ใครจะมาเที่ยววัดนี้ช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาล แนะนำว่าให้เช็คสภาพรถมาดีๆ
หรือใช้วิธีมาถึงทางเข้าแต่เช้า

 

หาที่จอดรถได้แล้ว ก็เดินเข้าไปอีกหน่อย รถเยอะแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
นักท่องเที่ยวจะเยอะมากขนาดไหน

 

เดินมาเจอทางขึ้น วัดนี้มีบันไดไม่กี่ขั้น เดินสบายๆ

 

เดินขึ้นมาสุดทางพบกับโบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม  
พร้อมกับผู้คนที่มาทำบุญกันมากมาย

 

เดินรอบโบสถ์สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสิริมงคลแก่ตนเอง

 

เข้าโบสถ์ไหว้พระขอพร ถวายสังฆทาน เริ่มต้นปีต้อนรับความเจริญรุ่งเรืองที่จะเข้ามาในชีวิต

 

แลนมาร์คของวัดนี้ อยู่ที่จุดชมวิวระเบียงกระจก หรือที่เรียกว่า สกายวอล์ค (sky walk)

 

เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสนใจมาก ยืนต่อคิวรอเข้าไปถ่ายภาพกันแน่นขนัด
20 คน/รอบเท่านั้น

 

ทำบุญ ไหว้พระขอพรเสร็จแล้ว ก็เดินถ่ายภาพเก็บบรรยากาศรอบๆ ก่อนลงจากเขา
กลับเข้าสู่เส้นทาง มุ่งหน้า อ.ศรีเชียงใหม่

เข้าเขตศรีเชียงใหม่ เวาะเติมน้ำมัน 500 บาท แล้วขับต่อไป
จนถึง อ.ท่าบ่อ เปลี่ยนไปวิ่งเส้น 242 เพราะถ้าวิ่งเส้นเดิม จะไม่ใช่ถนนเส้นเลียบน้ำโขง
จุดหมายของเรายังไม่มีครับ แต่ท่านพ่อบอกจะไปซื้อของที่ตลาดท่าเสด็จ
ผมก็ไม่ขัดข้องอะไร

 

มาถึงแล้วเดินวนๆ ในตลาดครับ บรรยากาศก็เดิมๆ แต่ก็ไม่เคยเบื่อเลยครับ เงียบ สงบ ไม่วุ่นวาย

 

บรรยากาศยามเย็นของตลาดท่าเสด็จ มีนักท่องเที่ยวอยู่ประปราย
อาจเพราะไม่ใช่จุดหมายหลักของนักท่องเที่ยว แต่ถ้าใครได้เดินทางผ่านถนนสายนี้
ก็ไม่ควรพลาด แวะเดินเล่น ซื้อของกินของฝากกันได้

 

ออกจากตลาด ขับรถไปต่อ จุดหมายใหม่ของเรา จังหวัดบึงกาฬ ครับ
ใช้เส้นทาง หนองคาย-โพนพิสัย เส้นทาง 212

 

มาถึงโพนพิสัย ก็เกิดอาการหิวข้าว ก็แวะสิครับ รออะไรกัน
ร้านที่เราแวะ อยู่ตรงสี่แยกไฟแดงก่อนถึงปั๊มสีน้ำเงิน เลี้ยวซ้ายที่แยก จะเจอร้านใหญ่ร้านหนึ่ง
รสชาดอาหารถูกปาก ราคาไม่แพงครับ 8ท้องจ่ายไป 800 ครับ

เติมพลังแล้ว ก็ขับรถไปต่อครับ ใช้ถนนหมายเลข 212 มุ่งหน้าสู่จังหวัดบึงกาฬ
เส้นทางจาก อ.โพนพิสัย ปากคาด บึงกาฬ ถนน4เลน สลับ 2 เลน รถไม่มาก วิ่งสบาย
ตลอดทางแซงรถไม่ถึง 10คัน

 

ขับมาจนถึงสี่แยกใหญ่ตัวเมืองบึงกาฬ ก็รอเลี้ยวขวาตัดมายังถนน 222
ผ่านแยกมาไม่ถึงกิโล ก็เจอโรงแรม 390/คืน เห็นแก่ราคา ผมจึงตัดสินใจพักที่นี่
(ภาพถ่ายตอน check out)

 

เข้ามาถาม recieption แจ้งว่าเหลือห้องเตียงเดี่ยว 490 และส่วนเตียงคู่ 550
ไม่รอช้า check in ก่อนทิ้งตัวลงเตียงนุ่มๆ หลับยาวๆ ไปเลย 

 

สวัสดีวันที่ 2 ของปี ลุกจากเตียงลงมาสั่งอาหารเช้าครบเซ็ท
ค่าเสียหาย 800 บาท แลกกับความอิ่ม 

 

หลังจาก check out ออกจากโรงแรม
ก็ขับรถย้อนกลับเข้ามาในตัวเมือง เวาะไปถ่ายภาพงามๆ ริมน้ำโขง

 

จอดรถ ลงไปเดินย่อยอาหารกันสักหน่อยดีกว่า

 

มาถึงแล้วนะ บึงกาฬ

 

เดินมาชายโขง ก็พบกับสภาพแม่น้ำที่แห้งขอด จนหญ้าขึ้นเป็นทุ่งเขียวขจี
แม่น้ำโขงตรงนี้กั้นขวางบึงกาฬกับเมืองปากซันของลาวเอาไว้

 

เดินไป ก็ร้อนไปเหงื่อไหลได้ที่  ได้เวลาออกเดินทางต่อไปตามถนนสาย 222
มุ่งหน้าตามเส้นทางขากลับ

สถานที่ปิดท้ายของทริปนี้ คือ วัดภูทอก หรือ วัดเจติยาคีรีวิหาร
ตั้งอยู่ที่ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล ห่างจากตัวเมืองเพียง 45 กิโลเมตร

ขับมาจนถึง อ.ศรีวิไล จะมีทางเลี้ยวซ้าย ป้ายบอกไปวัดภูทอก ก็ขับเลี้ยวไปตามป้าย
เส้นทางจะเป็นทางผ่านหมู่บ้าน ถนนแคบๆ ใช้ความระมัดระวังกันด้วย
ยอมรับว่าถ้าไม่มี gps อาจจะหลงทางได้ เพราะป้ายบอกทางบางช่วงก็ไม่มี

 

และแล้วเราก็มาถึง วัดภูทอก  ศาสนสถานที่ตั้งอยู่บนไหล่เขา
เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดบึงกาฬ

 

บริเวณรอบๆ วัด มีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมอยู่เต็มพื้นที่

 

มาถึงทางขึ้น พร้อมแล้ว ก็เริ่มเดินได้

 

ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า ณ วัดแห่งนี้ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่วิเวก
สำหรับบำเพ็ญเพียรภาวนาของพระภิกษุสงฆ์ แต่ผมว่า ตอนนี้ไม่วิเวกแล้วหละ

 

จุดเด่นที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวของวัดนี้ คือวิวทิวทัศน์รอบๆ ไหล่เขา หน้าผา
ที่มีระเบียงไม้ทางเดินอยู่โดยรอบ

 

พูดมากเสียเวลา ขึ้นไปชมให้เห็นกับตา ว่าจะสวยอะเมซซิ่งแค่ไหน ไปกันเลยครับ

 

วันหยุด นักท่องเที่ยวจะเยอะเป็นพิเศษ เวลาเดินต้องเอื้อเฟื้อผู้ร่วมทางด้วย
เดินช้าๆ ก้าวเบาๆ

 

พระอาทิตย์เริ่มมาตรงหัวแล้ว ยังดีที่มีต้นไม้คอยให้ร่มเงา คลายร้อนได้เยอะ

 

ยิ่งสูง ทางเดินก็ยิ่งชัน บันไดทางเดินก็แคบไปอีก

 

ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมากันเป็นครอบครัว มีวัยเด็ก วัยกลางคนกับคนชรา
วัยรุ่นมีเป็นส่วนน้อย จะมีก็ผมนี่แหละคนนึ่ง

 

ขึ้นมาถึงชั้นบน ก็จะพบถ้ำ ศาลา ที่พำนักของพระสงฆ์ 
ดูแล้วที่นี่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม มากกว่าที่จะเป็นท่องเที่ยวซะอีก

 

ผาหิน ถูกปรับแต่งให้เป็นชั้นๆ ทำเป็นระเบียงเดิน
สวยงามและเป็นงานศิลปะที่ใช้งานได้จริง

 

รูปปั้นเกจิอาจารย์หลายท่าน ถูกนำมารวมไว้ให้ผู้มาเยือนได้กราบไว้สักการะ

 

แรงศรัทธา นำพาผู้คนจากทั่วสารทิศมาเจอกันโดยมิได้นัดหมาย

 

เดินมาถึงจุดชมวิวของภูเขาลูกนี้ ระเบียงทางเดินริมผา สามารถเดินชมวิวได้โดยรอบ

 

ดูเหมือนว่าเราจะพลาดไปจุดหนึ่ง ตรงชั้นล่าง

 

จุดชมวิว ภูวัว

 

ศาลาริมทาง เป็นสถานที่สำหรับพักกายพักใจได้เป็นอย่างดี

 

เดินต่อไปเรื่อยๆ มีทางเดินสะพานไม้สลับทางเดินที่ปูอิฐ

 

ชีวิตมีขาขึ้น ก็ต้องมีขาลง  แต่ผมว่าขาลงนี่เสียวกว่าแน่ๆ

 

เดินลงมาพบกับจุดชมวิว ลังกา สวยไปอีก

 

มองลงไปด้านล่างเห็นเจดีย์ทรงร่วมสมัย ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่ต้นไม้สีเขียว ดูร่มรื่นตาดี

 

ตอนเดินลงมาจากภู เจอตายายสองคู่เดินสวนและพูดคุยทักทายกัน
คุณตาที่กำลังเดินลงได้กล่าวว่า
ขอแค่เพียงมีศรัทธา ก็สามารถพิชิตภูทอกลูกนี้ได้สบายๆ

ถ้าเป็นผม อายุขนาดนี้ คงมาไม่ได้แน่ๆ

 

สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นทริปที่มีคุณค่าต่อจิตใจอย่างยิ่ง
เพราะนอกจากจะได้เดินทางท่องเที่ยว เข้าวัดทำบุญแล้ว
ก็ยังได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวอีกด้วย

 

การเดินทาง 3วัน 2คืน
กับความทรงจำที่ทรงคุณค่า

แล้วพบกันใหม่ ..บึงกาฬ
 

บันทึกการเดินทางอื่นๆ

ภาพความทรงจำ

ดูทั้งหมด..