บันทึกการเดินทาง > เกาะสีชัง จ.ชลบุรี

สวัสดีครับ เจอกันอีกทริปแล้วนะครับ
สำหรับทริปสั้นๆ ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
ทริปนี้เลือกสถานที่ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก แน่นอนครับว่า ฤดูร้อนเช่นนี้ทะเลคือคำตอบที่ดีที่สุด

ผมกับเพื่อนเลือก "เกาะสีชัง"

ในรุ่งเช้าวันเสาร์ อยู่ๆ เกิดอยากปิ้งย่างอาหารทะเลบนเกาะที่ไหนสักที่ ตกเย็นก็แฮงค์โอเวอร์ต่อ  
(ก่อนหน้านั้น1วัน น้องที่ออฟฟิศ ได้ชวนไปเกาะสีชัง)  ผมจึงนึกขึ้นได้แล้วเอ่ยปากชวนเพื่อน  
เพื่อนก็ เออ..ออ เอาด้วย เลยตกลงกันว่าจะไปเกาะสีชัง
เพราะมันไม่ไกลมาก ใช้เวลาเดินทางไม่นาน
เลยจัดการเก็บเสื้อผ้าของใช้ที่จำเป็นยัดใส่กระเป๋า
ขนขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องแล้วขับออกไป ตามถนนสายตะวันออกมอเตอร์เวย์ มุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี

ระหว่างเดินทางก็ไหว้วานให้น้องที่ออฟฟิศหาที่พักให้
สุดท้ายเราก็ได้โรงแรม 1500บาท/คืน นามว่า มาลีบลู อะไรซักอย่าง

จาก กทม. ขับรถไปถึงท่าเทียบเรือเกาะลอย ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง
พอไปถึงท่าเรือ บังเอิญว่ามีที่ว่างให้จอดรถพอดี เลยได้ที่จอดแบบฟรีๆ
จากนั้นก็เดินไปท่าเทียบเรือ ซื้อ ตั๋วเรือ 50 บาท/คน ข้ามไปยังเกาะสีชัง

ใช้เวลาเดินเรือประมาณ 45นาที เมื่อถึงเกาะแล้วก็โทรหาโรงแรมที่พัก
เขาก็มีรถมีรับถึงท่าเรือครับ

 

เมื่อมาถึงหน้าที่พัก  คนขับรถก็ทิ้งเบอร์ร้านเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไว้ให้ 
เพราะโรงแรมไกลจากท่าเรือพอสมควร
ไกลแบบไม่น่าเดินเท้ามาได้  และไกลจากที่คนพลุกพล่านครับ

เมื่อเราหันมองดูรอบๆ ที่พัก รู้สึกถึงความคลาสสิคอย่างบอกไม่ถูก
เงียบ สงบ เก่าแก่ โบราณ สไตล์ตะวันออกกลาง ออกแนวน่ากลัวนิดๆ
อาจเป็นเพราะช่วงเวลานั้น ไม่มีแขกคนอื่นเลย บรรยากาศมันเลยวังเวง


เราขนสัมภาระเข้าห้องพักบริเวณชั้น2 ของตึก มี2เตียง 1ห้องน้ำ และระเบียงกว้างๆ พอที่จะให้ปูเสื่อนั่ง นอน ดื่มได้  
ในห้องมีเครื่องปรับอากาศ  ทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น ชักโครก ประตู หน้าต่าง มุ้ง หมอน ปลั๊ก ไวไฟ
หรือแม้กระทั้ง ตุ๊กแกก็ยังมีให้ โคมไฟสีวอร์มไวท์  มันช่างอบอุ่น คลาสสิคเสียจริง

 

เก็บของแล้วขึ้นไปบนดาดฟ้าของตึก เพื่อชมวิวรอบๆ เกาะได้แบบ 180 องศา

แดดร่มลมตก เราก็โทรหาร้านเช่ารถมอเตอร์ไซ จัดการเช่าในราคา 300 บาท/วัน  รอประมาณ 5นาที
ก็มีคนเอารถมาส่งให้ถึงหน้าที่พักเลย บริการดีจริงๆ


ราคานี้พร้อมน้ำมันให้เต็มถังนะครับ  เมื่อได้ราชรถตัวแรงมาแล้ว  ผมกับเพื่อนไม่รอช้า
รีบไปยังจุดสำคัญของเกาะ  นั่นก็คือ หาดถ้ำพัง

หาดถ้ำพัง เป็นหาดที่ไม่กว้างมากนัก  ประกอบกับเป็นช่วงวันหยุด  จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก  
หากคิดจะเล่นน้ำ  ก็อาจจะเบียดเสียดกันนิดหน่อย 
 

เสร็จภารกิจจากจุดนี้  เราไปต่อยังจุดที่เป็นไฮไลท์ของเกาะ นั่นก็คือ สะพานอัษฎางด์
ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐาน  แต่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสบรรยากาศได้จนถึงเวลา 18.00 น.

จุดนี้จะมีชายหาดเล็กๆ เหมาะสำหรับให้เด็กๆ ลงเล่นน้ำ ผู้คนจะดูบางตากว่าที่ หาดถ้ำพัง
เพราะส่วนใหญ่จะมานั่งชิลล์ และถ่ายรูปกัน

 

ลองถ่ายรูปปลาสักรูปสองรูป  จะเอาไว้ไปอวดเพื่อน

 

บนสะพาน สามารถยืนเก๊ก โพสท่าถ่ายภาพได้อยู่นะครับ ผมลองมาแล้ว ^^

 

บรรยากาศช่างดีเลยเกิ๊น

 

ถัดจากสะพาน  มีมุมให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ  เดินทางมาเหนื่อยๆ ได้มานั่งฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง
กายสัมผัสสายลม  สบายจนลืมความเหน็ดเหนื่อยไปได้เลย

 

กลับมาที่หาดถ้ำพัง กะจะลงเล่นน้ำสักหน่อย แต่ไม่ทันซะละ
เราแว๊นมอไซกลับที่พัก เตรียมตัวทานมื้อค่ำ

จากนั้นภาพตัดไป...ตอนออกหากิน

ขับวนหาอยู่นานสองนาน ร้านเด็ดๆ เต็มทุกร้าน  เหลืออยู่ร้านนึ่ง บรรยากาศริมทะเล เราจึงเลือกร้านนี้แหละ
(ชื่อร้าน CASA) มีดนตรีแนวสากลคันทรี อาหารรสชาดดี ถูกปากถูกคอกันไปครับ

(ต้องขออภัยด้วยครับ ที่ไม่ได้มีภาพช่วงค่ำ  เพราะไม่ได้เอากล้องออกมาด้วย)

หลังจากเติมอาหารจนเต็มท้อง เราก็แว๊นกลับ และแวะซื้อเสบียง เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยว  
แล้วภาพก็ตัดไปอีกครั้ง สำหรับค่ำคืนนี้วันนี้ ราตรีสวัสดิ์นะครับ ..

 

สวัสดีเช้าวันใหม่  เราตื่นแต่เช้าเพื่อมาทานอาหารที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ จากนั้นก็ขับรถออกมา
สูดอากาศที่ สะพานอัษฎางด์ 

 

ขับรถวนไปรอบๆ เกาะ ไปอีกฟากฝั่งนึ่ง เพื่อมารับลมทะเลและสูดอากาศดีๆ ยามเช้า

 

กอดทะเลให้หายเหนื่อย
ก่อนจะกลับเข้ากรุงไปทำงานต่อ

สวัสดีครับ

บันทึกการเดินทางอื่นๆ

ภาพความทรงจำ

ดูทั้งหมด..