บันทึกการเดินทาง > ขึ้นภูกระดึง (13-15 ตุลาคม 2561) EP.1

ลูกสน ภูกระดึง

ได้ไปสักที หลังจากเลื่อนทริปมาแล้วถึงสองครา ปีนี้ผมจะพาไปขึ้นภูกระดึงช่วงปลายฝนต้นหนาว
ไปเก็บบรรยากาศความดิบ ความชื้นของป่าหลังฝนกันครับ

 

เย็นวันศุกร์หลังจากเลิกงาน เรานัดรวมพลกันที่สถานีขนส่งหมอชิต
เพื่อที่จะขึ้นรถทัวร์ที่เราได้จองตั๋วไว้ล่วงหน้า

เที่ยวภูกระดึง

ทริปนี้เราเลือกใช้บริการรถโดยสารขนส่งสาธารณะ เพื่อเลี่ยงความเหนื่อยล้าจากการขับรถส่วนตัว
 

 

เราได้รถทัวร์ 2ชั้น มาตรฐาน มข.4ก เส้นทาง กรุงเทพฯ - ขอนแก่น
สาเหตุที่ต้องไปขอนแก่นก็เพราะ รถสายตรงไปภูกระดึงเต็มทุกรอบครับ
แผนของเราเลยต้องเปลี่ยนเป็นนั่งรถทัวร์ไปบ้านที่จังหวัดขอนแก่น แล้วค่อยขับรถจากบ้านไปภูกระดึง

 

ก่อนรถออก ได้รับแจกขนมและน้ำดื่ม แพคเก็ตสีสันสวยงาม
ชูสโลแกน ท่องเที่ยวทั่วไทย ไปกับ บขส.

 

6โมงเช้า เราเดินทางมาถึงจังหวัดขอนแก่น และรีบออกเดินทางต่อไปยัง อ.ภูกระดึงทันที
ระยะทาง 150 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1ชั่วโมงเศษ

 

สำหรับใครไม่ได้เอารถส่วนตัวมาเอง สามารถขึ้นรถประจำทางจาก บขส.ขอนแก่น
มายัง อ.ภูกระดึงได้เช่นกันนะครับ มีรถตลอดทั้งวัน

 

ผานกเค้า  ก็เหมือนประตูเข้าสุ่จังหวัดเลยครับ
จุดนี้เป็นทั้งจุดจอดรถบัส รถทัวร์ บขส. รวมถึงคิวรถสองแถวที่จะเข้าภูกระดึง
นอกจากนี้ยังเป็นจุดแวะพัก แวะซื้อของกิน ของฝากอีกด้วยครับ

 

ถัดจากผานกเค้ามาไม่ไกล และเลี้ยวซ้ายแยกมาจากถนนสายหลัก
เข้าสู่เส้นทางไป อช. ภูกระดึง เราจะสามารถมองเห็นยอดภูกระดึงได้เลย

 

ถึงทางเข้าอุทยานฯ จ่ายค่าเข้าพื้นที่คนละ 30 บาท
ค่ายานพาหนะอีกคันละ 40 บาทครับ

 

จอดรถ ที่ทำการอุทยานฯ ภูกระดึง

เข้ามาถึงที่ทำการอุทยานฯ เราได้ที่จอดรถไกลไปนิดนึง
เพราะช่วงวันที่เรามา รถเยอะเป็นพิเศษ

 

เราหอบสัมภาระเข้ามาลงทะเบียน และชำระค่านอนค้าง คนละ 30บาทต่อคืน
พร้อมกับทำประกันอุบัติเหตุคนละ 10 บาท ครับ

ส่วนเรื่องเต็นท์และเครื่องนอน ปกติแล้วถ้าจะเช่าก็แจ้ง จนท. และชำระตรงนี้ได้เลย
แต่วันที่เรามา นทท.ค่อนข้างเยอะ ทาง จนท.ก็ไม่แน่ใจว่าเต็นท์จะว่างหรือเปล่า
เลยให้เราไปติดต่อที่ศูนย์บริการด้านบนภูฯ ครับ

 

สำหรับใครจะจ้างลูกหาบ แนะนำให้แยกกันไป คนนึงลงทะเบียน อีกคนไปชั่งน้ำหนักจ้างหาบ
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาครับ

 

ถัดจากจุดบริการจ้างหาบ จะมีร้านอาหารและจำหน่ายของที่ระลึก
เราแวะมาเติมพลังกันก่อนเลย จะได้มีเรี่ยวแรงเดินขึ้นเขา

 

ก่อนเข้าสู่เส้นทางเดินขึ้นภูฯ ก็ต้องลงชื่ออีกครั้งนะครับ
จุดนี้ให้ส่งตัวแทนไปลงชื่อเพียง 1คน ส่วนคนที่เหลือ ก็ถ่ายรูปรอ อิอิ

ผ่านจุดเช็คอิน เราก็เริ่มออกสตาร์ทกันได้เลย
ระยะทาง 5.5กิโลเมตร ถึงหลังแปร แล้วต้องเดินต่อไปศูนย์บริการอีก 3.5กิโลเมตร
รวมแล้วก็ 9 กิโลเมตร ชิวๆ

 

สำหรับทางเดินขึ้นพิชิตยอดภูกระดึงนั้น จะแบ่งเส้นทางออกเป็นช่วงๆ
ในแต่ละช่วงเขาจะเรียกกันว่า ซำ
และซำแรกที่เราจะต้องผ่านก็คือ ซำแฮก

 

สำหรับทางเดินไปสู่ซำแฮกนั้น เรื่องความชันไม่ได้เป็นอุปสรรคซักเท่าไหร่
แต่จะหนักไปทางลื่นซะมากกว่าครับ

 

ไม่ได้มีแต่คนหนุ่มสาวนะครับที่มาเที่ยวภูกระดึง
เด็กตัวน้อย แม้แต่ทารกตัวแดง หรือผู้สูงอายุก็นิยมมาเช่นกัน

 

สำหรับใครที่ยังไม่เคยมาขึ้นภูกระดึง
แนะนำว่าให้ใส่รองเท้าที่มีปุ่มเยอะๆ นะครับ
จะช่วยได้มากเลยทีเดียว

 

บางช่วงก็มีการทำทางเดินเป็นขั้นบันได เพื่อง่ายต่อการเดิน

มาถึง ซำแฮก ก็ถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย

 

ซำแฮก นอกจากจะมีร้านอาหาร ร้านของชำแล้ว ก็ยังมีบริเวณร่มไม้และพื้นที่กว้างๆ
ให้เราได้นั่งพักผ่อน นั่งทานอาหารกันได้ครับ

 

น้ำอัดลมและแตงโม ช่วยเติมความหวาน ความสดชื่นให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี

 

เป็นครั้งแรก ที่มาเที่ยวภูฯ แล้วเห็นขยะมากมายขนาดนี้
บ่งบอกถึงปริมาณนักท่องเที่ยวของวันนี้ได้เป็นอย่างดี

 

หายเหนื่อยแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ

 

ออกจากซำแฮก ทางเดินก็ยังไม่ได้ยากลำบากอะไรมากครับ
ไม่ค่อยชัน เดินขึ้นได้ๆ สบาย

 

ซำบอน, ซำกกกอก  จุดแวะพักเล็กๆ ที่ไม่มีร้านค้า
เป็นเพียงทางราบช่วงสั้นๆ ไว้ให้ถอนหายใจผ่อนคลายความเหนื่อยล้า

เดินต่อมาอีกนิด เราก็มาถึง ซำกอซาง
จุดแวะพักเล็กๆ แต่สำคัญกับเรามากในตอนนี้

ที่นี่มีอาหาร เครื่องดื่ม หลากหลายให้เลือกสรร พร้อมเสริฟ
ขอแค่พกตังค์มา ไม่มีอดตายแน่นอน

 

นอกจากอาหารแล้ว ห้องน้ำก็สำคัญไม่แพ้กัน
เมื่อก่อนไม่ได้มีอย่างนี้นะครับ ทุกวันนี้ถือว่าสะดวกสบายมาก

 

สิ่งหนึ่งที่ควรทำ(มาก)ในการเดินขึ้นภูกระดึงคือ การหยุดพักครับ
ใครรีบให้เขาไปก่อน

 

ระหว่างนั่งพัก ก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ สะพายเด็กน้อยมาเที่ยวด้วย
เป็นภาพที่ดูอบอุ่นและน่ารักมากครับ

 

ทางเดินต่อจาก ซำกอซาง ก็จะประมาณนี้ครับ
ชัน แต่ก็มีพื้นที่เทปูนและราวให้เกาะ

 

ระหว่างทางไป ซำกกหว้า เราจะเจอจุดเวาะพักเล็กๆ   พร่านพรานแป
จากจุดนี้เพียงอีกแค่ 440 เมตร ก็จะถึง ซำกกหว้า

 

มาปีนี้ได้เห็นลูกหาบที่เป็นผู้หญิง และเด็กผู้ชายด้วย

มันช่างเป็น 440 เมตรที่ไกลมาก

 

ในที่สุดก็เดินมาถึงจุดพักที่3 ซำกกหว้า

 

ร้านค้าพร้อมหน้าเรียงรายสองข้างทาง
ส่วนกระเป๋าตังค์เราก็มีทรัพย์รอระบายอยู่เพียบ!! ฮ่าๆ

 

นี่เราจะต้องเสียค่าผ่านทางทุกซำเลยรึไง
แต่ละอย่างน่ากินท้างนั้น

 

หลังเติมน้ำมะพร้าวกันคนละลูก ก็ได้เวลาเดินชิวๆ กันต่อ

 

จุดหมายต่อไปของเราคือ ซำกกโดน
แต่ก่อนจะไปถึงเราต้องผ่านจุดนี้ครับ ซำกกไผ่
ซำที่ไม่มีร้านค้าหรือที่แวะพัก มีเพียงกอไผ่อยู่สองข้างทาง

มาถึงแล้ว ซำกกโดน
ถึงตรงนี้เรียกได้ว่า เกินครึ่งทางแล้วจ้า

 

ซำกกโดน จะมีจุดสกัด หรือที่ทำการของเจ้าหน้าที่ครับ
เหตุที่เรียกว่าจุดสกัดนั้น อาจเพราะเมื่อมีใครขึ้นมาถึงจุดนี้แล้วเลยเวลาที่กำหนด
ทางเจ้าหน้าที่ก็อาจจะต้องสกัดไว้ เพราะช่วงทางเดินต่อจากนี้
จะมีสัตว์ออกหากินครับ

 

สัตว์จะออกหากินตอนไหนไม่รู้ แต่ตอนนี้เรากินก่อนเลยละกัน

 

ทานข้าวเที่ยงเสร็จ ก็ออกเดินทางต่อครับ
เด่วจะค่ำเอาซะก่อน

 

ทางเดินหลังจากซำกกโดนขึ้นไป
ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ครับ เราอาจจะต้องพบเจอกับตัวทากบ้าง

เดินจากซำกกโดนมานิดเดียว ก็มาถึง ซำแคร่
อดไม่ได้ที่จะต้องนั่งพักสัก 5นาที

 

นั่งนานไม่ได้ครับ เพราะของกินมันล่อใจซะเหลือเกิน

 

กลับเข้าสู่เส้นทางกันต่อครับ จากซำแคร่ เดินต่ออีก 1.3 กิโลเมตร
 

 

เส้นทางระหว่างซำแคร่ถึงหลังแปร จะไม่มีจุดแวะพักแล้วนะครับ
ฉะนั้นถนอมพลังงานเอาไว้ ก้าวช้าๆ เขย่งน้อยๆ ปลอดภัยไว้ก่อนที่ตะคริวจะมาเยือนครับ

 

ช่วงสุดท้ายก่อนถึงหลังแปร สำหรับขาขึ้น ผมถือว่าเดินยากที่สุดแล้วครับ
เพราะถ้าแบกของมาเอง ต้องออกแรงยกตัวขึ้นทางชัน
แถมเท้าก็ต้องทำหน้าที่ยึดเกาะกับพื้นให้แน่นที่สุด
ไม่งั้นหน้าขมำมา ตัวใครตัวมันนะครับ

 

ระหว่างทางก็อาศัยขอนไม้นั่งพัก รีโหลดพลังงานสักหน่อย

 

ทางเดินบางช่วงต้องอาศัยบันไดปีนขึ้นไปครับ
เพราะมันชันระดับ 90 องศาเลย

 

นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่มีบันไดไว้อำนวยความสะดวก
พวกเราจะขึ้นมากันยังไง

 

เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายทางแล้วครับ

มาถึงจนได้ ที่ๆเราใฝฝันกันมาตลอดทั้งวัน
สุดท้ายก็ทำสำเร็จ ดูเวลาก็ปาเข้าไปบ่าย3 โมงกว่าแล้วววว

 

ครั้นจะเดินไปต่อเลย ก็จะดูสดเกินไป
เอาเป็นว่านั่งพัก พอเป็นธรรมเนียมแล้วค่อยว่ากัน

 

สัมภาระของนักท่องเที่ยวเยอะขนาดนี้ จะเหลือเต็นท์ให้เราเช่าไหมน้อ ?

 

ออกเดินทางต่อไปยังจุดบริการครับ

 

ธรรมชาติกลางทาง หรือทางท่ามกลางธรรมชาติ

 

ลูกสน ภูกระดึง

ลูกสนที่ร่วงหล่นจากต้นสู่พื้นดิน
เปรียบกับสภาพร่างกายของเราตอนนี้ที่กำลังอ่อนแรงและโรยรา

4โมงเย็น เดินมาถึงหน้าศูนย์ฯ วังกวาง
แต่โอ้ววว คนจะเยอะอะไรปานนั้น

 

ติดต่อของเช่าเต็นท์ก่อนเลย
คำตอบของ จนท. ก็คือ เต็นท์สวัสดิการ 500หลัง เต็มหมดแล้วครับ !!!

 

ไม่ได้เต็นท์ ก็เอาแผ่นรองนอนกับถุงนอนไปก่อนละกัน

 

ถือบิลเดินขอรับเครื่องนอนที่ด้านหลัง

 

ลานกางเต็นท์ ภูกระดึง 2561

ภาพบรรยากาศเต็นท์ของอุทยานฯ ครับ
500 หลัง ยังไม่เหลือ

 

ลานกางเต็นท์ป่าสน ภูกระดึง 2561

เราเดินหาจุดกางเต็นท์ในโซนป่าสน
ไม่รู้ว่ายังจะพอมีที่พื้นที่เล็กๆ ให้เด็กอย่างเราได้ซุกหัวนอนไหมนะ

 

ลานกางเต็นท์ป่าสน ภูกระดึง 2561

สุดท้าย เราก็ได้เช่าเต็นท์ของร้านค้ามา เป็นเต็นท์แบบ 2คนนอน
ราคาหลังละ 200 บาทต่อคืน ครับ
ส่วนพื้นที่กาง ก็เบียดๆ คนอื่นเขานี่แหละ อบอุ่นดี

 

ลานกางเต็นท์ป่าสน ภูกระดึง 2561

หลังจากเก็บของ อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็ออกมานั่งกินลมชมดาวที่ลานวังกวาง
อากาศหนาวกำลังดีเลย

 

ลานกางเต็นท์ป่าสน ภูกระดึง 2561

บันทึกการเดินทาง การขึ้นภูกระดึงปีที่3 สำหรับวันแรกของเรา ก็จบเพียงเท่านี้ครับ
ติดตามเรื่องราววันที่สองได้ในบันทึกหน้าต่อไป ได้เลยครับ

http://www.t-mediacreation.com/journey/85.html

 

คลิปการเดินทาง

บันทึกการเดินทางอื่นๆ

ภาพความทรงจำ

ดูทั้งหมด..