บันทึกการเดินทาง > ขึ้นภูกระดึง (2-4 มกราคม 2555)

เที่ยวภูกระดึง จ.เลย

อีกครั้งกับการพักผ่อนนอนตากอากาศบนภูเขา (จะเรียกว่าพักผ่อนดีไหม)
สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นวันหยุดยาวสำหรับคนทำงานอย่างเราๆ
ผมกับเพื่อนได้มีการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า 3-4 เดือน
เกี่ยวกับสถานที่ เส้นทางที่จะเดินทาง  แต่พอถึงเวลาจริง ก็เป็นอันต้องล้มเลิกทุกที  
เพราะความไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน  

จากบทเรียนที่ผ่านมาในช่วง 3ปีหลัง  ทำให้เราได้คิดแผน A,B,C,..ฯ เผื่อไว้
ไม่อย่างนั้นเราก็คงได้แห้วรอวันแก่เท่านั้น

มาถึงปีนี้ พ.ศ.2555 ถือโอกาสจัดทริปไปพักผ่อนบนยอดภูกระดึงซะเลย
ทั้งๆ ที่แผนก่อนหน้านี้คือ เชิงดอยทางภาคเหนือ
แต่ก็เอาเถอะ  รอให้เราพร้อมและมีโอกาสเหมาะๆ กว่านี้  
เราจะไปกันแน่นอน !!

ขึ้นภูกระดึง

ทริปนี้เริ่มเดินทางในวันที่ 2 ม.ค. 2555 เนื่องจากเราจะได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวในวันที่ 1
โดยผู้ร่วมเดินทางก็หน้าเดิมๆ อาทิ โจศักดิ์ ชายจู และผมเอง ผู้เขียนบันทึก  
เราออกเดินทางในเช้ามืดของวันที่ 2 ใช้เวลาเดินทางจากบ้านชายจู
ตำบลท่าพระ จ.ขอนแก่น ถึง อช.ภูกระดึง จ.เลย ประมาณตีสี่
รวมเวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงเศษๆ
พอไปถึงลานจอดรถหน้าที่ทำการฯ  เราก็ดับเครื่องยนต์
ลดกระจกลง แล้วเอนเบาะนอนเอาแรง รอฟ้าสาง

สัมภาระของเรามีเพียงของใช้ส่วนตัว เต็นท์ กล้องถ่ายรูป
ขาตั้งกล้อง และเครื่องดื่มที่จำเป็น  เราตระเตรียมกระจายของเหล่านี้อย่างเท่าเทียมกัน
แต่สุดท้าย ก็ต้องจ้างลูกหาบ เพราะบางคนขี้เกียจแบก ไม่ขอเอ่ยถึงละกันนะครับ ไม่อยากพาดพิงชายจู

หลังจากเราดำเนินการเรื่องที่พัก สัมภาระ และอื่นๆ เสร็จแล้ว
เราก็เริ่มเดินทางขึ้นภูฯ ไปพร้อมๆ กันในเวลา 8 โมงตรง

ลงนามบักทึกข้อตกลงการพกพาเบียร์ป๋อง

ภาพที่ 1) ลงนามบันทึกข้อตกลงการพกพาเครื่องดื่มจำเป็นเข้าเขตพื้นที่ควบคุม (ล้อเล่นนะครับ)

 

ถ่ายภาพหมู่ก่อนขึ้นภูกระดึง

ภาพที่ 2) ถ่ายภาพหมู่เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก และใช้เป็นหลักฐานประกอบความทรงจำ
ในวัยจ๊าบของพวกเรา 3คน

 

ขึ้นภูกระดึง

ลำดับต่อไปคือ เดินขึ้นเขาครับ ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรถึงหลังแปครับ - -" 
เหนื่อยแน่ๆ งานนี้

 

ขึ้นภูกระดึง

ระยะทางจากตรงนี้ถึงหลังแป  หรือจุดที่เป็นพื้นราบนั้น
จะต้องเดินกัน 5.5กิโลเมตรเลยทีเดียว
และจากหลังแป ก็ต้องเดินต่อไปยังวังกวางหรือที่เรียกว่าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
อีกราวๆ 3.5 กิโลแม้วครับ

จากสถิติที่ผมเคยทำเอาไว้นั้น  ลงเวลาที่ป้อมฯเจ้าหน้าที่ ตรงทางขึ้นเวลา 7โมงตรง
ไปถึงศูนย์บริการลงเวลาที่ 10โมงครึ่ง ซึ่งถือว่าเร็วที่สุด
เพราะเป็นคนแรก ที่ขึ้นไปของวันนั้น ซึ่งก็น่าจะไวสุด ที่ขึ้นไวเพราะสะพายเป้
และขนสัมภาระกันเอง ไม่ได้รอจ้างหาบเหมือนคนอื่นครับ
 

ขึ้นภูกระดึง

เดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงซำแฮก  จุดพักแรกของการเดินขึ้นภูกระดึง  
เราพักเก็บภาพสวยๆ ของธรรมชาติ ซึ่งบริเวณนี้จะมีร้านอาหารไว้คอยบริการครับ

 

บรรยากาศโดยรอบซำแฮก ขึ้นภูกระดึง

นั่งโม้กันนิดหน่อย..

 

ขึ้นภูกระดึง

แม้ว่าช่วงที่เรามาใบไม้จะเริ่มผลิใบร่วงแล้ว แต่ก็ยังมีหลงเหลืออยู่บนต้นบ้าง
ไล่เฉดสีสวยงาม

 

เที่ยวภูกระดึง

นั่งชมวิวตามประสาคนเหนื่อยครับ

 

ขึ้นภูกระดึง

ภาพวิวจากซำแฮกครับ  ดูๆแล้ว ก็เหมือนจะเดินขึ้นมาสูงเหมือนกันแฮะ

 

ขึ้นภูกระดึง

หายเหนื่อยแล้ว ก็เริ่มปีนป่ายกันต่อไปครับ หนทางอีกยาวไกลครับพี่น้อง

 

ขึ้นภูกระดึง

หลังจากที่เดินจนถึงหลังแป (พื้นราบยอดภูกระดึง)
เราก็ต้องเดินต่อไปอีก 3กิโลเมตรกว่า เพื่อจะไปให้ถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
ซึ่งจะเป็นจุดกางเต๊นท์พักแรมของเรา  แล้วจะรออะไรอยู่หละ จ้ำๆ ต่อไป

 

ขึ้นภูกระดึง

เดี๋ยวๆ หันมาถ่ายรูปกันนิดนึ่ง  หล่อไปอีกระดับ..

 

 ขึ้นภูกระดึง

ระหว่างทางรายล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์ และเพื่อนร่วมทางที่เดินสวนมาอบอุ่นที่ซู้ดดด

 

ขึ้นภูกระดึง

ในที่สุดเราก็เดินมาถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปรายงานตัว
ป้องกันการหายสาบสูญระหว่างทาง
โดยก่อนจะเดินขึ้นมาก็แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าขึ้นมากี่คน
พอถึงที่หมายก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เพื่อเช็คจำนวน

เช็คอินเสร็จ ก็นั่งพัก รอการมาของสัมภาระ
เราอาบน้ำแล้วมานอนพักผ่อนที่ศาลาครับ แดดแรงก็จริง แต่สายลมหนาวมันแรงกว่า

จุดบริการนักท่องเที่ยว มีบริการเช่าบ้านพัก มีทั้งหลังใหญ่ หลังเล็ก และเต็นท์นอนของทาง อช.
ให้บริการสำหรับคนที่ไม่ได้เอาเต็นท์มา  อีกทั้งยังมีบริการฝากของ
และชาร์ตแบตโทรศัพท์มือถืออีกด้วยครับ

ขึ้นภูกระดึง

เราแบกเต๊นท์มาเอง หน้าที่ของเราแค่หาพื้นที่เหมาะๆ
นั่นคือบริเวณในศาลาหน้าห้องน้ำทางทิศตะวันตก อีกฟากฝั่งจากศูนย์ฯ 


ข้อดีของการกางเต็นท์ในศาลาคือ ป้องกันหมอกและน้ำค้างได้ดีเยี่ยม
รวมทั้งพื้นไม่เปียกแน่นอน พวกทากก็ไม่มารบกวน  สบายมั๊ยล่ะ


หมายเหตุ: ช่วงที่เราไป นทท. ไม่มากนัก จึงกางเต้นท์กันในศาลา
แต่หากเป็นช่วงไฮซีซั่น ช่วงเทศกาล หรือ วันที่ นทท.เยอะ ก็ควรไปกางพื้นที่ที่เป็นสนามนะครับ
เพราะศาลาควรมีไว้ให้ นทท. นัั่งพักผ่อนกัน  ไม่ควรไปจับจองเป็นค่ายพักแรม

 

ขึ้นภูกระดึง

หลังจากนอนหลับพักผ่อนกัน เราตื่นขึ้นมาในตอนบ่าย ก็คิดว่าวันนี้คงทำอะไรไม่ได้มากละ  
แต่ก็พอจะทันไปเก็บภาพที่หน้าผา เลยเช่าจักรยาน ปั่นมาที่ผาหล่มสัก

 

ขึ้นภูกระดึง

หลังจากดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป เราก็ต้องรีบกลับที่พักทันที
เพราะทางกลับนั้นมืดมากและไม่มีไฟส่องสว่างตามทาง  
ต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง ประกอบกับระยะทางที่ไกลพอสมควร เดินกัน 1-2ชั่วโมงเลยทีเดียว  
ขาไปถีบจักรยานไปได้ แต่ขากลับต้องจูงครับ

 

เราเดินมาจนถึงที่พัก ตอนประมาณทุ่มเศษๆ นั่งพักสักครู่ แล้วก็ไปอาบน้ำครับ
จะบอกว่าที่เดินมานี่ เหนื่อยล้ามากก็จริง แต่เหงื่อไม่มีเลย แถมยังตัวแห้ง หนาวสุดๆ  
น้ำที่ห้องน้ำ อย่าพูดถึงเลยครับ เหมือนกับแช่ในตู้เย็นไว้รอเราเลย
ใครไม่เชื่อก็ลองไปสัมผัสเอาเอง   ขนาดยืนฉี่ยังเป็นไอเลย

หลังจากวิ่งผ่านน้ำกันครบทุกคนแล้ว  เราออกไปมื้อค่ำกับเมนูแสนธรรมดา แต่ราคาระดับภัตตาคาร
ข้าวไข่เจียวจานละครึ่งร้อย   นมกล่องที่ขายในร้านสะดวกซื้อราคาก็คูณ2
ก็ไม่ว่ากันครับ เพราะกว่าวัตถุดิบ สินค้าเหล่านี้จะมาถึงบนยอดภูได้ ก็ต้องเดินเท้าขึ้นเข้ามาเท่านั้น  
เรื่องราคาเราไม่ซีเรียสเท่าไหร่  เพราะเรารู้และเตรียมพร้อมกันมาอย่างดีอยู่แล้ว

 
การทานอาหารที่นี่เรื่องราคาอาหารไม่สำคัญครับ   มันอยู่ที่บรรยากาศที่เราทั้งสามได้ทานข้าวพร้อมกัน
ได้พูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์การเดินทาง  ได้หัวเราะมีความสุขไปพร้อมกัน  ได้มองสาวๆ ร้านข้างๆ
นี่ตะหากคือจุดสำคัญของการเดินทาง 555

หลังทานมื้อค่ำ  เราก็ไปต่อที่ร้านนมสด ขนมปังสังขยา  
นั่งจิบนมอุ่นๆ  พูดคุยตามประสาชายโสด  รวมถึงวางแผนการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้

และเมื่ออากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เราเช็คบิลแล้วเดินกลับเต็นท์  
พร้อมพุ่งกระโจนเอาตัวไปซุกผ้าห่ม

โจศักดิ์ หนึ่งในผู้ร่วมทริปนำเครื่องดื่มกระป๋องออกมาจากเป้
แล้วพวกเราก็เริ่มตั้งวงสนทนากันอย่างเมามันส์   ป๋องแรกผ่านไป ป๋อง2 ป๋อง3 ค่อยๆ ผ่านไป 
น้ำในกระป๋องเย็นโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็นเลยครับ
ในเต๊นท์มีไฟฉายเล็กๆ ไว้ส่องสว่าง  เปิดเพลงจากมือถือคลอเบาๆ  
พอให้ได้บรรยากาศ  ผ่านกระป๋องที่ี3-4ไป เริ่มฟินๆ มึนๆ
สิ้นสุดแล้วสำหรับค่ำคืนนี้ ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับผม zZZ 

..

 

รุ่งเช้าของวันใหม่เวลาราวๆ 7โมงกว่า แสงอาทิตย์ได้สาดส่องทะลุผ้าใบของเต็นท์เข้ามากระทบผิว  
แต่ถึงกระนั้นอากาศยังเหน็บหนาวเหมือนอยู่ในตู้เย็น  เราลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน  แต่ไม่มีใครกล้าอาบน้ำเลย  
จริงๆ แล้วพวกเราตั้งใจจะช่วยชาติด้วยการลดการใช้น้ำของอุทยานนะครับ   ไม่ได้หนาวอะไรเล๊ยย 555+

 
หลังจากแต่งหน้าทาปากเสร็จ เราเสริมแกร่งด้วยโลชั่นทาผิว ชโลมอาบแทนน้ำเลยก็ว่าได้  
เพียงเพื่อหวังว่ามันจะช่วยทำให้ผิวชุ่มขึ้นมาบ้าง เพราะสภาพผิวแต่ละคน แตกลายงาเหลือเกิน


เมื่อทุกอย่างลงตัว  เราจึงรีบไปร้านอาหาร เพื่อรับประทานอาหารเช้า  
ผมและเพื่อนได้พูดคุย ตระเตรียมวางแผนถึงการเดินทางในวันนี้  สิ่งที่เรานำติดตัวไปด้วยก็มี  
กล้องถ่ายรูป(อันนี้ขาดไม่ได้) ไฟฉาย  เสื้อแขนยาว  น้ำดิ่ม  มีดสนาม (ไม่ได้เอาไปทำอะไรใครนะครับ เผื่อเจอหน่อไม้)  
หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ  ลำดับต่อไปคือ จ่ายตังค์ครับ (ล้อเล่น)  
เราออกเดินทางโดยมุ่งหน้าไปตามเส้นทางน้ำตกวังกวาง

ข้ามลำธารด้วยสะพานไม้แสนคลาสสิค

 

ถึงแล้วว น้ำตกวังกวาง  เอ.. แต่ไหนล่ะ น้ำตก?? 

 

แม้เป็นน้ำตกที่น้ำไม่มาก  แต่ก็มีน้ำไหลมาหล่อเลี้ยงธรรมชาติตลอดครับ

 

โบราณว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งลึกยิ่งเสียว  ก็จริงครับ ยิ่งเดินเข้าไปในป่าลึกก็ยิ่งวังเวง  
บ้างก็เจอมูลช้าง รอยเท้าสัตว์  บางครั้งต้องขึ้นที่สูงมองหาอะไรกิน เอ้ย! ทางเดิน 
ก็กลัวเจอช้างป่าไล่กระทืบอยู่เหมือนกัน  ยังไงก็มาไกลแล้วครับ ต้องให้สุดครับ

 

เออ รูปนี้ใครถ่ายนะ ?

 

เดินมาเยอะแล้ว นั่งพักบ้าง หายเหนื่อยแล้วค่อยเดินต่อ  นี่แหละครับชีวิต

 

เดินมาจนถึงน้ำตกเพ็ญพบใหม่ครับ  
จากป้ายบอกว่า  กลับไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ระยะทาง 2,576เมตร
ไกลเหมือนกันแฮะ  หลังจากถ่ายภาพร่วมกับป้ายบอกทางนี้แล้ว
ก็ลงไปดูน้ำตกกันเลย

 

นี่ครับ น้ำตกเพ็ญพบใหม่  เป็นน้ำตกที่แห้งไปแล้ว เหลือไว้เพียงโขดหินให้ได้ดูต่างหน้า  
ถ่ายภาพตรงจุดนี้เสร็จ  เราก็เดินต่อไป
ป้ายหน้าคือ น้ำตกเพ็ญพบและน้ำตกโผนพบ ครับผม

 

เจอแว้ววว น้ำตกโผนพบ  น้ำตกนี้พอมีน้ำอยู่บ้าง ตามรูปเลย

 

บางคนถามว่า จะเท่ไปไหน  ผมก็ตอบไม่ได้นะ  รู้อย่างเดียวคือ ทำแล้วมีความสุข
แถมมีภาพไว้ให้ดูตอนแก่  บางภาพก็ทำให้ขำได้ ยิ้มได้
ดูที่ไรไม่เคยเบื่อเลยครับ Happy always

 

เดินไปสักพักก็เจอกับน้ำตกเพ็ญพบ  น้ำแทบไม่มี แต่ไม่วายต้องเก็บภาพ ไว้ดูยามแก่เฒ่า

 

หลังจากที่เราเดินลัดเลาะมาตามทางน้ำไหล  ต่อไปก็เป็นขาขึ้นครับ  
เพื่อจะได้เดินต่อไปยัง ผาหล่มสัก  ผาที่ขึ้นชื่อและเป็นไฮไลท์ของภูกระดึงเลยก็ว่าได้
ผมกับเพื่อนๆ ไม่รอช้า ปีนป่ายขึ้นไปตามความถนัดของแต่ละคน ครับผม

 

หนทางอันยาวไกล  มันต้องใช้เวลากว่าจะไปถึงจุดหมาย  ถ้าไม่อดทนก็ไม่มีวันไปถึง นะครับผม

 

ภาพบรรยากาศทุ่งกว้างบนภูกระดึงครับ สภาพจะเป็นแบบทุ่งหญ้าเหลืองทอง 
พื้นดินจะเป็นทรายขาวๆ แบบที่ชายหาดทะเลทั่วไป  ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี  
ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบซากฟอสซิวหอย หรือธรณีวิทยา ก็บ่งบอกว่า ที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน  
ก่อนที่แผ่นดินจะยกตัวสูงขึ้นมากลายเป็นภูเขา

บนทุ่งหญ้าป่าใหญ่ที่ภูกระดึง  จะมีพวกสัตว์ป่าอาศัยอยู่บ้าง เท่าที่เห็นก็จะมี
กวาง หมูป่า นก ส่วนช้างนั้นจะเห็นแค่มูลกับรอยเท้าของมัน  
ซึ่งก็มีข่าวตลอดเกี่ยวกับคนถูกช้างป่าทำร้าย  แต่ก็ไม่บ่อยนัก  
เอาเป็นว่าใครดวงซวยก็จะเจอเองแหละครับ แต่ไม่เจอจะดีกว่า

ในช่วงที่เราเดินไปผาหล่มสัก ระหว่างทางได้พบกับหมูป่าตัวขนาดใหญ่ ถ้ามันยืนคงใหญ่กว่าตัวผมกับเพื่อนรวมกันซะอีก  
มันวิ่งผ่านหน้าพวกเราไป ห่างจากจุดที่เราอยู่ราว 50เมตร  
เราได้แต่ยืนนิ่งอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเดินต่อ  
และแล้วมันก็หายเข้าไปในทุ่งหญ้าที่สูงระดับเอว
ระหว่างทางเดิน  เราจะได้ยินเสียงของสิ่งมีชีวิตแหวกตามโพรงหญ้าข้างทาง 
เราต้องคอยระวังว่าจะมีตัวอะไรโผล่มาจ๊ะเอ๋รึเปล่า

หยุดพักสักแป๊บ ถ่ายภาพสักหน่อย  หันหน้ามาคุยกัน  รำลึกเรื่องราวที่ผ่านพบ
อดีตเก็บไว้ข้างล่าง  บนนี้ไม่มีอะไรให้ต้องคิด  
ตัดขาดโลกภายนอก ปล่อยวาง  เหลือไว้เพียงชีวิต มิตรภาพ กับธรรมชาติ

 

บางครั้งก็สงสัยนะ ว่าพวกเราจะเท่ไปไหน ??!! 

 

และในที่สุดเราก็มาถึงจุดชมวิว  ผาหล่มสักครับผม เอ้า สักภาพซิ

 

พวกเรามาถึงในช่วงเย็นๆพอดี  ตรงนั้นจะมีร้านค้า และห้องน้ำไว้คอยบริการครับ  
มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และมีโปสการ์ดให้ส่งถึงเพื่อนๆ ที่ไม่ได้มาอีกด้วย


แค่นั้นไม่พอ ยังมีจักรยานไว้ให้เช่าอีกด้วย เผื่อใครขี้เกียจเดินกลับ ก็เช่าจักรยานปั่นกลับได้เลย
เรียกว่าครบวงจรเลยนะ  ขาดแต่ เซเว่นอีเล็บเฟ่น เท่านั้น !


หมายเหตุ
เนื่องจากแบตของกล้องเราหมดลงตรงนี้พอดี
เราจะไม่ได้มีภาพต่อจากนี้ ขอเล่าเป็นเรื่องราวคร่าวๆ นะครับ

บรรยากาศยามเย็น ณ จุดชมวิว ผาหล่มสัก  มันช่างงดงามเสียจริงครับ คุ้มค่ากับที่เหนื่อยเดินขึ้นมาจริงๆ  
จากจุดที่เรายืนอยู่เมื่อมองลงไปจะพบกับบ้านคน
ตรงข้ามจะเห็นแนวสันเขาของ อช.น้ำหนาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ จ.เพชรบูรณ์ ครับ


ระหว่างทางเดินกลับที่พัก ทางจะมืดมาก มีเพียงไฟฉายเล็กๆ ไว้ส่องสว่างพอให้เห็นทางเดิน  
แต่ก็มองไม่เห็นอะไรข้างทางเลย เพื่อนร่วมทางก็มีบ้างประปราย   
ระยะทางเดินกลับที่พักน่าจะสัก 9กิโลได้ครับ

เมื่อมาถึงเต็นท์  เราก็ไปอาบน้ำปะแป้งแต่งตัวหล่อๆ ไปนั่งทานข้าว
พร้อมกับพูดคุยเรื่องการเดินทางของวันนี้  และวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้

 
เสร็จจากร้านข้าว ก็มานั่งดิ๊งที่ร้านนมต่อตามสเตปของวัยจ๊าบอย่างพวกเรา  บรรยากาศมันเกินบรรยายจริงๆ ครับ
พูดไปไอก็ออกปาก เมื่อเริ่มดึก หมอกลงมากขึ้น  เราก็เข้าที่พัก  กลับไปนั่งดิ๊งต่อในเต็นท์ครับ  
สำหรับค่ำคืนนี้เสบียงเราเหลือน้อย  ก็เลยทานกันแต่พอดี  แล้วก็เข้านอนเก็บแรงไว้ลุยต่อ
คืนนี้ราตรีสวัสดิ์อีกวันนะครับ ฟิ๊ๆๆ คร๊อกก

เมื่อเช้าวันใหม่มาถึง  เราเก็บสัมภาระ ล้างหน้าล้างตา รับประมานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย  
ก็เดินไปที่ศูนย์บริการ แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะลงภูฯ  
จากนั้นก็ออกเดินเท้าจากศูนย์ไปยังหลังแป ครับ

มาถึงหลังแป  ก็เก็บภาพไว้เป็นที่ระทึก เชื่อว่าคนที่ไปภูกระดึง  
ไม่มีใครพลาดถ่ายรูปตรงจุดนี้แน่นอน
ผมกับเพื่อนๆ ถ่ายหล่อพอไว้พอประมาณครับ อิอิ

 

ขาขึ้นว่าเดินยากแล้วนะ  แต่ขาลงนี่ยากยิ่งกว่า  เพราะทางชันมาก  ต้องใช้ความระมัดระวังสูงครับ 
เกิดพลาดพลั้งขึ้นมาเจ็บหนักแน่ๆ เพราะไม่รู้จะกลิ้งไปหยุดตรงไหน ยังไงก็ระวังๆ กันด้วยนะครับ

 

ระหว่างทางลง เราแวะพักถ่ายภาพเป็นบางจุด ซึ่งบางที่ๆ แวะมันก็ชวนให้ใจหายเหมือนกันนะครับ  
จริงอยู่ที่ว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา  มีพบมีพรากมีจากลาเป็นของธรรมดา  
แต่ในใจก็ยังรู้สึกหวิวๆ อยู่เหมือนกันที่ต้องเดินหันหลังจากมา
เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้มีโอกาสหวนกลับมาที่นี่ อีกครั้ง T^T บ๊ายบายภูกระดึง


see you... phukradueng.

 

แนะนำวิธีการเตรียมตัวขึ้นภูกระดึง

1. เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม โดยเฉพาะช่วงล่าง (ขาและเท้า)
2. การแต่งกาย หากเป็นช่วงฤดูฝน อากาศชื้น แนะนำให้ใส่เสื้อผ้ามิดชิด เพราะตัวทากเยอะ หรือหาผงปูน ครีมทากันทากไปด้วย
3. ของใช้ที่จำเป็น ได้แก่ ไฟฉาย รองเท้าเดินป่า รองเท้าแตะ เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน
4. ข้างบนมีเต้นท์ ผ้าห่ม หมอน จักรยาน ให้เช่า ถ้าคิดว่าขนไปเองได้ ก็เอาที่ีสะดวก
5. มีร้านอาหาร ขายของใช้ แต่ราคา 2-3เท่าจากราคาปกติ ถ้าเอาอาหารไปเองได้ แนะนำเลย
6. มีปลั๊กไฟให้เสียบ แค่ที่ศูนย์บริการ นทท. กับที่ร้านค้า(เสียตังค์) แนะนำว่าให้ชาร์ตแบตไปเต็ม หรือเตรียมแบตฯ สำรองไปเยอะๆ
7. วันเดินทาง หากเป็นช่วง Hi season ควรไปถึงก่อน 7.00น. ทานข้าวจากข้างล่างไป จะประหยัดกว่าไปทานข้างบน
หากมีสัมภาระที่จะจ้างหาบ ให้แยกคนไปต่อแถวลงทะเบียนจองจุดกางเต้นท์ และอีกคนไปต่อแถวฝากหาบของ(ถ้ามี)
8. ถ้าจะไปผาหล่มสักในวันแรก ให้รีบเดินขึ้นเขา (เช้าสุด 7.00 น. ถึงที่จุดบริการ นทท. ก็เกือบๆ 11 โมง) ถึงแล้วก็พักผ่อน บ่ายแก่ ก็เช่าจักรยาน ปั่นไปผาหล่มสัก

 

สามารถจองที่กางเต้นท์ล่วงหน้า 60 วัน
จองที่กางเต้นท์ ภูกระดึ
ง  http://nps.dnp.go.th/reservation.php?option=area

 

บันทึกการเดินทางอื่นๆ

ภาพความทรงจำ

ดูทั้งหมด..